การออกแบบห้องครัว (Kitchen Design) ช่วยยกระดับสุขอนามัยที่ดี

การออกแบบห้องครัว (Kitchen Design) คือ การออกแบบ วางผังพื้นที่ปรุงอาหาร ในภาพรวม ให้มีความเหมาะสม สัมพันธ์กับ รับออกแบบบ้าน รูปแบบการใช้งาน ได้อย่างเต็มศักยภาพ ถูกต้องตามหลักสุขลักษณะ ให้ความสะดวกสบาย ให้ความปลอดภัยในการใช้งาน และช่วยยกระดับสุขอนามัยที่ดี โดยมีองค์ประกอบหลักในการออกแบบ ดังนี้

  • ตำแหน่งที่ตั้ง (Area)

การกำหนดที่ตั้งของห้องครัว จะต้องคำนึงถึง ปัญหาเรื่องการใช้งาน เป็นหลัก ตำแหน่งของห้องครัว ไม่ควรอยู่ใกล้กับ ส่วนที่เป็นมุมพักผ่อน หรือมุมที่ต้องการความสงบ เนื่องจากการประกอบอาหาร อาจมีเสียงและกลิ่น ที่เกิดจากการประกอบอาหารรบกวนได้ ซึ่งจะต้องเป็นพื้นที่ ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่อับชื้น เพื่อไม่ให้เกิดแหล่งสะสมเชื้อโรค

  • แสงสว่าง (Lighting)

การออกแบบแสงสว่าง ในพื้นที่ครัว ถือเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญ ที่จะต้องพิจารณาเป็นลำดับต้น ๆ แสงธรรมชาติที่ส่องผ่านเข้ามา จากช่องเปิด หรือ หน้าต่าง นอกจากจะให้แสงสว่างที่นุ่มนวลสบายตาแล้ว การมีแสงสว่าง และการระบายอากาศที่เหมาะสมจะทำให้ครัวไม่มีกลิ่นเหม็นอับ และไม่มีปัญหาเรื่องความอับชื้น

ในกรณีภายในครัวมีช่องเปิด หรือ มีหน้าต่างค่อนข้างน้อยจนทำให้มีแสงสว่างไม่เพียงพอ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายในระหว่างปรุงอาหาร หรือ ประกอบอาหารได้ไม่สะดวกเท่าที่ควร ดังนั้นควรติดตั้งไฟส่องสว่างเพิ่ม เพื่อให้แสงกระจายไปยังจุดต่าง ๆ ภายในครัวได้อย่างเหมาะสม

  • การถ่ายเทอากาศ (Ventilation)

พื้นที่ห้องครัวภายในบ้านพักอาศัยทั่วไป ถ้าหากมีช่องเปิด หรือ มีหน้าต่างที่เพียงพอย่อมเป็นผลดี เพราะนอกจากจะเป็นช่องให้แสงธรรมชาติส่องผ่านเข้ามาอย่างเพียงพอแล้ว ยังเป็นช่องระบายอากาศที่จะช่วยให้พื้นที่ครัวมีอากาศถ่ายเทอยู่ตลอดเวลา แต่ในกรณีที่ห้องครัวอยู่ในอาคารชุดที่มีพื้นที่จำกัด หรือ อาคารสาธารณะ

เช่น อพาร์ทเมนต์ คอนโดมิเนียม โรงแรม ฯลฯ อาจมีช่องเปิด หรือ หน้าต่างในพื้นที่ครัวค่อนข้างน้อย หรือ ไม่มีช่องเปิดเลย จึงจำเป็นต้องติดตั้งระบบระบายอากาศเพิ่มเติม เพื่อช่วยดูดควัน หรือ กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ออกไปยังด้านนอกอาคาร และช่วยถ่ายเทอากาศได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดความอับชื้น กลิ่นเหม็นอับ และการสะสมของเชื้อโรคได้ดียิ่งขึ้น

  • พื้น (Floor)

การออกแบบพื้นห้องครัว ควรออกแบบให้ลดระดับต่ำกว่าพื้นห้องอื่น ๆ ประมาณ 5-10 ซม. และจะต้องมีองศา พื้นที่ลาดเอียงเล็กน้อย ซึ่งจะช่วยให้การระบายน้ำรวดเร็วยิ่งขึ้น การออกแบบพื้นห้องครัว ในลักษณะนี้ก็เพื่อความสะดวกเวลาทำความสะอาดพื้น

เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำ ที่ใช้ในการล้างทำความสะอาด ใหลไปเปรอะเปื้อนห้องอื่น ๆ เนื่องจากเวลาที่ปรุงอาหาร พื้นจะเป็นส่วนที่สกปรกได้ง่ายจากคราบวัตถุดิบที่ใช้ปรุงอาหารซึ่งมักจะหล่นลงสู่พื้นในระหว่างปรุงอาหาร แต่ในกรณีที่ห้องครัวอยู่ในอาคารชุดที่มีพื้นที่จำกัด ซึ่งไม่สามารถลดระดับเพื่อล้างพื้นได้ มักนิยมทำเป็นครัวฝรั่งมากกว่าเป็นครัวไทย

  • ผนัง (Wall)

การออกแบบตกแต่งผนังห้องครัว ถ้าหากทาสี แนะนำว่าควรใช้สีน้ำมัน หรือสีอะครีลิคกึ่งเงาแทนการใช้สีน้ำพลาสติคสำหรับทาภายในทั่วไป เนื่องจากสามารถทำความสะอาดคราบเขม่า คราบควัน ที่เกิดจากการปรุงอาหารได้ง่ายกว่าสีทาบ้านทั่วไป แต่ถ้าหากเลือกใช้วัสดุตกแต่งปิดผิวผนัง

ควรใช้วัสดุที่ทนทานต่อรอยขีดข่วน ทนความร้อน และมีพื้นผิวมัน เพื่อความสะดวกในการกำจัดคราบสกปรกจากการปรุงอาหาร เช่น กระเบื้องเคลือบที่มีพื้นผิวไม่มันหรือด้านจนเกินไป กระจกเคลือบสี หรือ คริสตัลบอร์ด

  • ท็อปเคาน์เตอร์ (Top Counter)

การออกแบบตกแต่งท็อปเคาน์เตอร์ครัว ควรมีความลึกอย่างน้อย 60 ซม. และสูงจากพื้นถึงท็อป 90-105 ซม.ในบริเวณขอบควรลบมุมขอบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้งานเวลาเกิดการชน หรือ การกระแทกโดยไม่ตั้งใจ

ควรใช้วัสดุที่แข็งแรงทนทานสามารถรับน้ำหนักแรงกดได้ดี ทนทานต่อรอยขีดข่วน ไม่แตกหักง่าย ทนความร้อน ทนความชื้น ทนกรดด่าง หรือ สารเคมีต่าง ๆ และมีพื้นผิวมัน

เพื่อความสะดวกในการกำจัดคราบสกปรกจากการปรุงอาหาร เช่น สแตนเลส ปูนซีเมนต์เปลือย หินแกรนิต หินสังเคราะห์ ลามิเนตแรงอัดสูง(HPL) หรือ คริสตัลบอร์ด

  • ฝ้าเพดาน (Ceiling​​​​​​​)

การออกแบบฝ้าเดานห้องครัวควรมีความสูงจากพื้นห้องถึงฝ้าเพดานไม่น้อยกว่า 2.5 เมตร เพื่อความสะดวกในการถ่ายเทอากาศ และวัสดุที่ใช้ควรเป็นแบบแผ่นเรียบที่ดูแลทำความสะอาดได้ง่าย ทนความร้อน ทนความชื้นได้ดีในระดับหนึ่ง และเป็นวัสดุไม่ลามไฟ เช่น ยิปซั่มบอร์ด ไฟเบอร์ซีเมนต์ ฯลฯ

Leave a comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *