ซีรีส์ ที่คนไทย ชอบดู สังคมไทย เริ่มเปิดรับเรื่อง เพศสภาพ ที่หลากหลาย (LGBTQ)

เมื่อพูดถึง ซีรีส์ ที่คนไทย ชอบดู ก็คงจะหนีไม่พ้น ซีรีย์จีน , ซีรีย์เกาหลี หรือ ซีรีย์ฝรั่ง แต่ต้องบอกก่อเลยว่า ในยุคนี้ ที่คนหันมา สนใจ และให้ความสำคัญ แก่ความเท่าเทียมกัน มากขึ้น ทำให้สังคมไทย เริ่มเปิดรับเรื่อง เพศสภาพ ที่หลากหลาย (LGBTQ) ไม่มากก็น้อย

โดยสิ่งหนึ่ง ที่เราเห็นได้ชัด จากสื่อ นั่นก็คือ การผลิต “ซีรีส์วาย (Series Y)” ซึ่งกำลังเป็น กระแส และผลิต ออกสู่ทาง โทรทัศน์ และช่องทางออนไลน์เป็นจำนวนมาก

อีกทั้งการตอบรับ นั้นเรียกได้ว่า พุ่งกระฉูด เนื่องจาก ฐานแฟนคลับ ที่เรียกว่า ‘สาววาย’ ( ผู้หญิงที่ชื่นชอบ คู่รัก ชาย – ชาย หรือชอบ ให้ผู้ชาย 2 คนอยู่ใกล้กัน) สนใจ และชื่นชอบ ซีรีส์วาย มีอยู่มาก ในประเทศไทย

แต่ใช่ว่า ซีรีย์วาย ในไทย จะดังเพียงแค่ ในไทยเท่านั้น เพราะแฟนคลับชาวจีน , ฟิลิปปินส์ หรือไต้หวัน ที่สนับสนุนศิลปิน และสนใจ ผลงานซีรีย์วายนั้น มีมากไม่แพ้กับคนไทยเลยทีเดียว ดูหนังซับไทย

ดังนั้น สิ่งนี้อาจ เป็นการพิสูจน์ ให้เห็นว่า ผลงานซีรีส์วาย ของไทยนั้น มีคุณภาพ สร้างชื่อเสียง ให้กับประเทศไทย ทั้งนี้หลายคน ที่อาจไม่ได้ติดตาม แล้วอยากจะลองเปิดใจดูสักครั้ง ก็อาจจะมีคำถาม ว่าแล้วซีรีย์วาย เรื่องอะไรที่ดัง และน่าสนใจ

เราจึงได้คัดเลือกและอยาก “แนะนำ ซีรีส์วาย (Series Y) ในไทย เรื่องไหนน่าดู” มาฝากกัน ไว้ให้ทุกคนได้ไปเปิดในวันหยุดว่าง ๆ เพื่อรับความฟินและแรงสูบฉีดให้กับหัวใจกันอย่างเต็มที่

เรื่องที่เราขอแนะนำ

  1. แปลรักฉันด้วยใจเธอ (I Told Sunset About You)

จุดเริ่มต้น ของเรื่อง เริ่มมาจากการที่ “เต๋ (บิวกิ้น พุฒิพงศ์)” และ “โอ้เอ๋ว (พีพี กฤษฏ์)” เป็นเพื่อนสนิท กันตั้งแต่วัยเด็ก สนิทชนิดที่เรียกว่า ไม่ว่าเต๋จะไปที่ไหน ก็จะต้องมีโอ้เอ๋ว อยู่ข้างกาย ด้วยเสมอ แต่การแตกหัก ในความสัมพันธ์ เกิดขึ้นเมื่อ

โอ้วเอ๋วได้รับบทแสดงเป็น “หย่งเจียน” จากคุณครูภายในโรงเรียน ซึ่งตัวละครดังกล่าว คือตัวละครที่เต๋ชื่นชอบ และใฝ่ฝันว่าจะได้ รับบทนี้เสมอมา โดยหลังจากที่โอ้วเอ๋ ได้รับบทการแสดง ดังกล่าว ก็ทำให้เขารู้ตัวว่า แท้จริงแล้ว เขาชื่นชอบ ในการแสดงมาก

และเป้าหมายของเขา ในตอนนี้คือ การเข้าเรียนคณะนิเทศศาสตร์ เหมือนกับเต๋ แน่นอนว่า จุดนี้ทำให้ความสัมพันธ์ เริ่มสั่นคลอน เพราะเต๋เริ่มมองโอ้เอ๋ว เป็นคู่แข่งมากกว่า จะมองว่าเขาคือเพื่อนสนิท ข้างกายที่ขาดไม่ได้

สุดท้ายทั้งคู่ เลิกคุยกันไป โดยปริยาย แต่บุญกรรมนำแต่ง ทั้งคู่ต้องกลับมาพบกันอีกครั้ง ในการเรียน คลาสภาษาจีน เพื่อที่จะสอบ เข้ามหาวิทยาลัย จนในที่สุด ทำให้ทั้งคู่ ปรับความเข้าใจ และสนิทกันอีกครั้ง แต่รอบนี้ มันไม่ใช่เพียงแค่ความสัมพันธ์ แบบเพื่อนเท่านั้น เพราะทั้งคู่ ถลำลึกลงไปมากกว่านั้น โดยไม่รู้ตัว

ซีรีส์สั้นเรื่องนี้ คือการยกระดับ ซีรีส์วาย ให้เพดานสูงขึ้น ไปอีกขั้น หลายคนที่เป็นสายวาย หรือแฟนบอย อาจคุ้นชินกับซีรีส์วาย ที่เป็นความรักใส ๆ พล็อตเรื่องไปในแนวทางเดียวกัน แบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า สามารถเดาจุดจบได้ แบบไม่ยากอะไร แต่สำหรับเรื่องนี้ คุณไม่สามารถ คาดเดาเหตุการณ์ อะไรได้เลย

เพราะภายในแต่ละ EP นั้นมีไดนามิก ของอารมณ์ อย่างอารมณ์แฮปปี้ แต่ไม่อีกกี่นาที คุณก็ร้องไห้ ไปกับตัวละครได้ ชนิดที่อินจนถอนตัวไม่ขึ้น ซึ่งต้องยกความดีความชอบ ให้กับทีมงาน เบื้องหลังทุกคน นอกจากนี้แฟน ๆ พีพี บิ้วกิ้น จะได้เห็นพัฒนาการ ทางด้านการแสดง ที่สามารถดึงคุณ เหมือนให้เข้าไปนั่งอยู่ ในเหตุการณ์ ถ้าจะให้ตอบว่าซีรีย์วาย ที่ดีที่สุดคือเรื่องไหน คงต้องยกให้ซีรีย์ “แปลรักฉันด้วยใจเธอ” จริง ๆ

  1. เกลียดนักมาเป็นที่รักกันซะดีๆ (TharnType The Series)

“ไทป์ (กลัฟ คณาวุฒิ)” ได้เข้าเป็นนักศึกษา ปีหนึ่งของ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งอย่างที่ทราบกันดีว่า นักศึกษา หรือเฟรชชี่ ที่เข้ามาใหม่นั้น จะต้องถูกบังคับ ให้อยู่ภายในหอพัก ร่วมกับรูมเมท ที่สุ่มมาโดย ที่ไม่ทราบว่าเป็นใคร

แต่แน่นอนว่า พรหมลิขิต ก็นำพาให้เจอรักแท้ ได้แบบไม่คาดฝัน เพราะคนที่เป็นรูมเมทของเขาคือ “ธาร (มิว ศุภศิษฏ์)” อย่างไรก็ดี จุดเริ่มต้น ของทั้งคู่ ก็ไม่ได้ดีนัก เพราะด้วยความที่ ไทป์พบเจอ กับเรื่องราว ในอดีต ที่ถูกละเมิดทางเพศ โดยเกย์

ทำให้เขารู้สึก ไม่ชอบเพศที่ 3 เป็นทุนเดิม ซึ่งเมื่อเขาทราบ จากเพื่อนสนิทว่า ธารเป็นเกย์ จึงทำให้เขาเกิด อคติจนถึงขั้น ไม่เผาผีเลยก็ว่าได้ เนื่องจากไทป์ พยายามรังควานธาร ให้ออกจากห้องให้ได้ แต่แล้วความดี และการเอาใจใส่ของธาร ก็ทำให้ไทป์เข้าใจ ว่าความรักไม่จำกัดเพศ จากนั้นความเกลียด ก็เปลี่ยนผันเป็นความรักในที่สุด

เรื่องนี้ ครบรส มีทั้งความคอมเมดี้ ที่แซมเข้าให้ เรียกเสียงหัวเราะ หรือจะเป็นความดราม่า ชวนเรียกน้ำตา ที่มีความเรียล จนทำให้เสียน้ำตา กันไปหลายหยด ซึ่งจุดนี้ ทำให้นอกจากที่ทั้งคู่ จะตกหัวใจของแฟนคลับ สาววายจำนวนมาก ชนิดที่ถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว ยังทำให้ทั้งคู่ ได้เติบโตใน วงการบันเทิง มากขึ้นกว่าเดิม

  1. ทฤษฎีจีบเธอ (Theory of Love)

ปูทางมาด้วยเพื่อนสนิท 4 คน ซึ่งโด่งดังมาก ในมหาวิทยาลัย จนมีฉายานาม ที่ใช้เรียกกันว่า “แก๊งโหด” โดยสมาชิก ในกลุ่มนี้จะมี “ค่าย (อ๊อฟ จุมพล)”, “เติร์ด (กัน อรรถพันธ์)”, “โบน (ไมค์ ชินรัฐ)” และ “ทู (ไวท์ ณวัชร์)” แต่เพื่อนสนิท คิดไม่ซื่อก็เกิดขึ้นเมื่อ

เติร์ดเกิดความรู้สึก รักกับค่าย ถึงแม้ว่าเขาเอง ก็รู้ดีถึงชื่อเสียงเรียงนาม ในเรื่องของความเจ้าชู้ ที่เปลี่ยนสาว แล้วแทบจะทุกคณะ นอกจากนี้ ความรักแบบชาย – ชาย ก็คงเกิดขึ้นได้ยาก ในการที่จะพัฒนา ความสัมพันธ์ ในครั้งนี้ แต่แล้วความลับ และความรักภายในจิตใจ ก็ไม่สามารถบิดบังไปได้ตลอด

เพราะทูเพื่อนสนิท ในกลุ่มก็ได้กลิ่นแปลก ๆ และรู้ว่าเติร์ด มีใจให้กับค่าย เขาจึงพยายามเป็นพ่อสื่อ ให้รักครั้งนี้สำเร็จ ซึ่งทางค่ายเอง ก็เริ่มสัมผัสถึงความรักที่เติร์ดมีให้ ในตอนแรก ค่ายพยายามทดลอง และพิสูจน์ว่า สิ่งที่เขาคิดนั้น จริงหรือไม่?

แต่เขาไม่รู้เลยว่า แผนของเขา ไปสร้างความเจ็บปวด ให้กับเติร์ดจนหัวใจสลาย จนเติร์ดต้องเดินถอยหลัง และตีตัวถอยห่าง ในขณะเดียวกัน ค่ายเองกับเริ่มแน่ใจขึ้นมาซะเอง ว่าจริง ๆ แล้วเขานั้น ตกหลุมรักเติร์ด เข้าไปอย่างจัง ดังนั้นสิ่งที่จะฮีลหัวใจให้เติร์ด กลับมารักเขาได้เหมือน เดิมคือการตามง้อ และต่อรอยร้าวของหัวใจให้กลับมาเต้นแรงอีกครั้ง

ซึ่ง “ทฤษฎีจีบเธอ” คือภารกิจที่จะทำให้ทั้งสมหวังนั่นเอง ใครเป็นสาววาย หรือหนุ่มวาย แล้วไม่รู้จักคู่จิ้น สุดฮอตอย่าง “ออฟ-กัน” ถือว่าเชยสุด ๆ เพราะคู่นี้เป็นอีกหนึ่งคู่ ที่เปิดศักราช ให้คนหันมาสนใจ ซีรีส์วายมากขึ้น

Leave a comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *